ณรงค์วิทย์ แสนทอง
Business and Personal Consultant
NS Values Co.,Ltd.

จากการที่ผมได้พูดคุยและสัมผัสกับองค์กรเถ้าแก่ในบ้านเราพบว่าปัญหา

ใหญ่ปัญหาหนึ่งของกิจการครอบครัวคือ “น้องแพ้ทางพี่” หมายถึงกิจการที่มีลูกหลายคน และพี่ชายคนโตมักจะได้สืบทอดกิจการแทนรุ่นพ่อแม่ ส่วนน้องๆไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็มักจะมาช่วยพี่ชายคนโตบริหารกิจการอาจจะมอบหมายให้น้องคนนั้นดูฝ่ายขาย คนนี้ดูบัญชีการเงิน อีกคนดูคลังสินค้า บางคนก็ให้มาดูเรื่องการบริหารคน
หลายครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงดูมาดีมาก พี่น้องทุกคนรักกันมาก ยิ่งรักกันมาเท่าไหร่บางครั้งยิ่งทำให้ปัญหา “น้องชายไม่เก่ง” ยุ่งยากมากขึ้นเท่านั้น เพราะพี่ก็รักน้องอยากให้น้องเก่งเหมือนพี่ แต่ไม่กล้าดุมาก ส่วนน้องก็รักพี่มากบางเรื่องอยากพูดอยากเถียงแต่ก็เกรงใจพี่

ลองมาดูว่าครอบครัวไหนเป็นแบบนี้บ้างครับ
– พี่ชายชอบพูดว่าน้องไม่เก่ง ไม่สนใจการบริหารกิจการ ไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า เช่น ไปตีกอล์ฟ เที่ยว สนุกสนานแบบวัยรุ่น ชอบไปทำอะไรที่ไม่ใช่กิจการเยอะเกินไป แต่เขาก็ทำได้ดีนะ เช่นบางคนไปเปิดร้านขายเหล้าเบียร์ก็ทำได้นะ แต่ทำไมไม่เอาความสามารถนั้นมาใช้กับการบริหารงานในกิจการของเรา

– พี่ชายมีความหวังดีมากจนบางครั้งลืมความรู้สึกน้องชายไป อยากจะอัดความรู้ รีบเร่งให้น้องเก่งเหมือนตัวเอง(โดยไม่รู้ตัว) คาดหวังเยอะเกินไป พอไม่ได้ดั่งใจก็รู้สึกผิดหวังแทนพ่อแม่ เพราะพ่อแม่ฝากให้ตัวเองดูแลน้องๆทุกคน

– พี่ชายมักจะคาดหวังน้องชายมากกว่าน้องผู้หญิง และอยากจะให้น้องชายเป็นผู้สืบทอดกิจการจากตัวเอง หรือหากจะแตกไลน์ธุรกิจ เปิดบริษัทใหม่ก็อยากจะให้น้องชายเป็นซีอีโอ แต่พี่ชายรู้สึกว่าน้องชายยังไม่พร้อมเป็นผู้บริหารสูงสุด เพราะอารมณ์ยังร้อน วางแผนไม่ค่อยเป็น บริหารคนไม่ค่อยเก่งยังใช้อำนาจอยู่เยอะ
ฟังพี่ชายมาแล้ว เราลองมาฟังความรู้สึกของน้องชายกันบ้างดีกว่าครับ

– เฮียเขาเป็นคนเก่ง ผมยอมรับ ผมเก่งสู้เขาไม่ได้หรอก อันนี้พูดตรงๆนะเขาเก่งจริง วันๆเขาก็คิดแต่เรื่องการบริหารกิจการ ไม่เหมือนผม ผมยังไปเที่ยวบ้าง สนุกสนานบ้าง ใช้ชีวิตภายนอกบ้าง แต่เฮียแก่ไม่ไปไหนเลยวันๆทำแต่งาน ผมคงทำแบบนั้นไม่ได้หรอกครับ

– ผมยอมรับว่าผมอยากจะพัฒนาตัวเองให้เก่ง แต่เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะเก่งโดยไม่ได้ลองทำด้วยตัวเอง เฮียแกก็คุมผมตลอด พอจะทำอะไรผิดพลาดหน่อย แกก็เข้ามาแทรกแล้ว อย่างนี้ผมจะกล้าทำอะไรไหมหละครับ

– ถ้าผมมีโอกาส มีประสบการณ์เหมือนเฮียตั้งแต่แรกผมก็คิดว่าผมทำได้นะ แต่นี่ผมเป็นพระรองมาตลอด วันนี้จะให้ผมขึ้นมาเทียบเท่าพระเอกเลยมันคงจะยากนะครับ เพราะที่ผ่านมาเฮียเขาสร้างมาตรฐานไว้สูงมาก อันนี้ผมก็ต้องยอมรับ

– ลองคิดดูว่าคนทำงานในองค์กรที่เคยยอมรับคุณพ่อคุณแม่มาต่อมามายอมรับพี่ชายผมมาตลอด วันดีคืนดีจะให้ผมเข้าไปบริหารเขา คิดว่าง่ายหรือยาก ยิ่งเขาก็รู้ว่าใครใหญ่สุด เขาจะยอมรับผมไหมหละครับ และคนบางคนเขาก็เห็นผมมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆและตอนนี้เขาก็เห็นผมถูกเฮียเบรคในห้องประชุมบ่อยๆแล้วเขาจะศรัทธาผมไหมหละครับ

– ถามว่าถ้าจะให้ผมบริหารกิจการแทนเฮียทำได้ไหม ผมก็คิดว่าทำได้นะ แต่คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง และอาจจะต้องให้อิสระผมบริหารตามสไตลน์ของผมดูก่อน เพราะบางเรื่องผมเองก็มีสไตลน์การบริหารไม่เหมือนรุ่นคุณพ่อคุณแม่และไม่เหมือนพี่ชาย ซึ่งผมก็คิดว่าไม่น่าจะใช่เรื่องผิดอะไรที่จะเลือกรูปแบบการบริหารที่เหมาะกับเรา
เมื่อได้ฟังความทั้งสองฝ่ายแล้ว จะเห็นว่าไม่ว่าพี่ชายหรือน้องชายก็เป็นคนดีทั้งคู่ มีความรักกันในฐานะพี่น้องดีมาก แต่ปัญหานี้ถ้าไม่รีบแก้ไขอาจจะบานปลาย เช่น น้องชายพยายามพาตัวหนีออกห่างจากองค์กรไปสู่โลกภายนอกที่เขามีอิสระ ได้รับการยอมรับจากคนอื่นมากกว่าคนในองค์กร หรือเขาจะเป็นพระรองในองค์กรตลอดไป ไม่กล้าขึ้นมาแทนพี่ชาย สุดท้ายก็อาจจะต้องหาคนนอกมาสืบทอดกิจการแทนพี่ชายในที่สุด
ในฐานะที่เราเป็นที่ปรึกษาและมองจากคนนอก อยากจะแนะนำแนวทางการพัฒนาน้องชายให้เก่งและพร้อมที่เติบโตขึ้นมาสืบทอดกิจการได้

– สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาคนนอกอาจจะเป็นโค้ช ที่ปรึกษา ที่ทั้งพี่ชายและน้องชายยอมรับมาเป็นกลางในการเปิดใจพูดคุยกันอย่างพี่น้อง เพราะบางเรื่องพี่ชายก็ใจร้อนเกินไป บางเรื่องน้องชายก็อคติมากเกินไป น้อยใจมากเกินไป

– พี่ชายจะต้องวางแผนในการพัฒนาน้องชายให้เป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอนไม่ใช่นึกอะไรได้ก็ใช้ให้ทำ เช่น ปีนี้เขาต้องทำอะไรเป็นทำอะไรได้ และเขาควรจะทำอย่างไร มอบหมายโครงการใหม่ให้ดูแล หรือจะส่งไปเข้าสัมมนาหลักสูตรนักบริหารภายนอก อีกกี่ปีเขาจะต้องขึ้นมาบริหารแทนได้ในกิจการเดิมหรือกิจการใหม่ดี

– ควรจะส่งน้องชายออกไปเปิดหูเปิดตาโดยการเข้าสัมมนาภายนอก ทั้งนี้เพื่อปลดล๊อคความเป็นพระรองในองค์กรออกไป เสริมสร้างความมั่นใจใหม่โดยอาศัยองค์ความรู้และเครือข่ายนักบริหารภายนอก เช่น ส่งไปเป็นสมาชิก กรรมการสมาคม ชมรมที่เกี่ยวข้อง เข้าสัมมนาหลักสูตรนักบริหาร ฯลฯ

– แยกหน่วยงานหรือกิจการใหม่และให้น้องชายดูแลให้ชัดเจนและควรให้อำนาจเต็มในการบริหารจัดการ โดยเริ่มจากกิจการที่ไม่ใหญ่มากนัก ผิดพลาดก็ไม่เสียหายมากและควรหาโค้ชหรือที่ปรึกษาส่วนบุคคลให้กับน้องชาย

– ควรหาลูกน้องมือดีมาเป็นมือซ้ายมือขวาให้น้องชาย เพราะจะช่วยให้เขาเก่งได้เร็วขึ้น จริงๆมือซ้ายมือขวาเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงเรื่องการทำงานโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เขามีผลงานที่เป็นที่ยอมรับของคนในองค์กรได้ง่ายขึ้น

– ควรส่งเขาไปเข้าร่วมกลุ่มกับทายาทของธุรกิจ SMEที่อยู่ในสถานะเดียวกันกับเขาเพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกันว่าแต่ละกิจการเขามีรูปแบบวิธีการในการพัฒนาพระรองกันอย่างไรบ้าง
ทั้งหมดนี้คงจะพอสะท้อนปัญหาและแนวทางให้กับธุรกิจครอบครัวได้บ้างนะครับ ที่สำคัญปัญหานี้ควรจะใช้คนกลางในการพัฒนา เพราะคนในไม่ว่าจะเป็นญาติที่อาวุโสกว่า เป็นอาเป็นน้องของพ่อหรือญาติผู้ใหญ่ก็ทำหน้าที่ตรงนี้ยาก เนื่องจากความรู้สึกของพี่ชายน้องชายอาจจะรู้สึกว่ามีความลำเอียง ขาดความน่าเชื่อ ไม่เหมือนคนนอกที่ไม่มีผลประโยชน์ไม่มีเบื้องหลังชีวิตที่เป็นบวกเป็นลบกันมาก่อน

สุดท้ายนี้อยากจะฝากถึงอาเฮียของกิจการว่าเรื่องสำคัญที่ต้องดูแลคือการพัฒนาน้องชายให้เติบโตเก่งเหมือนอาเฮีย เพราะถือเป็นภารกิจที่พ่อแม่ฝากความหวังไว้ และอยากจะบอกว่าการจ้างคนนอกมาบริหารแทนน้องชายถือเป็นความล้มเหลวอย่างหนึ่งของกิจการครอบครับ ส่วนคนที่เป็นน้องชายก็เช่นกัน หากคุณไม่สามารถบริหารกิจการต่อจากพี่ชายได้ก็คือความล้มเหลวของครอบครัวคุณทำให้พ่อแม่ผิดหวังเช่นกัน ลองมานั่งพูดคุยกันฉันท์พี่น้องว่าเราจะทำอย่างไรกันดีจึงจะก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้

CategorySPMS
Write a comment:

You must be logged in to post a comment.

© 2015 www.narongwits.com
Top
Follow us: